mom

Tokyo Tower:Mom & Me, and Sometimes Dad

posted on 06 May 2008 20:16 by oscar

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้

เพราะว่า วันนั้นมีหลายเรื่องที่แก้ปัญหาไม่ได้ และมันทำร้ายจิตใจเหลือเกิน

เพื่อนรุ่นพี่ที่อยู่ด้วยกันในช่วงเวลานั้น ได้ชวนผมไปดูหนัง

เขาบอกว่า ไปดูหนังกันเถอะ ถ้าอยากร้องไห้ ไปร้องให้กับเรื่องนี้ดีกว่า

 

สองทุ่มตรง ผมเดินเข้าไปแบบมึนๆที่โรงภาพยนต์สยาม

ตอนนั้น ซับไตเติ้ลเพลงจบของเรื่องนี้กำลังวิ่งตัวหนังสือญี่ปุ่นสีขาวตัดดำอยู่เลย

จำได้ว่า เพลงตอนจบเพราะและเศร้าจัง

 

ผมยืนฟังเพลงจนจบ แล้วเดินไปที่นั่ง ปรากฎว่า สองสาวชาวญี่ปุ่นผู้นั่งดูรอบก่อนยังคงนั่งคุยกันอยู่ตรงนั้น

เออ..ผมไม่ได้มาเร็วไปใช่ไหม? พอสองสาวรู้สึกได้ว่ามีคนจ้องอยู่และหน้าจอเปลี่ยนเป็นภาพยนต์ตัวอย่างแล้ว

เธอก็เลยรีบลุกออกไป ผมนั่งลงไปแทนที่ ความรู้สึกแรก เก้าอี้อุ่นจัง ไม่ชอบเลยที่ต้องมานั่งทับรอยใคร!

ภาพบนจอค่อยๆเคลื่อนไหว ผมยังคงนั่งจมกับความคิดและปัญหาของตัวเอง

 

ภาพแรกที่สื่อออกมาจากหนังที่ได้ดูคือ ประตูไม้แบบญี่ปุ่น และภาพของพ่อที่เมามาย

เรื่องราวค่อยๆดำเนินไป เด็กชายและแม่เดินออกจากชีวิตพ่อที่สร้างแต่เรื่องช้ำใจให้แม่

เพื่อกลับสู่บ้านเกิดของผู้เป็นแม่ แม่ผู้เข้มแข็งเลี้ยงดูบุตรชายอย่างดีที่สุด

ละทิ้งแม้แต่ความสุขของตัวเองอย่างเช่น เรื่องความรักหนุ่มสาว

เด็กชายเติบโตขึ้นตามวัย จากเด็กก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม

จากเมืองเล็กๆที่เงียบสงบและทรุดโทรม ก้าวไปสู่เมืองใหม่ที่ใหญ่ขึ้น

ผมเสียน้ำตาหยดแรก เมื่อได้เห็นภาพเด็กชายนั่งในรถไฟพร้อมกับมองกล่องอาหารที่แม่เตรียมให้

ซองเงินและคำอวยพร ข้อความเตือนใจจากแม่ที่ตอนนั้น ยืนคอยส่งด้วยสายตาห่วงหาที่ริมชานชลา

เป็นบทง่ายๆที่เราน่าจะคุ้นชิน แต่มันช่างโดนเข้าไปในหัวใจเหลือเกิน

เพราะว่า ภาพแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกถึงตอนที่ตัวเองต้องเดินทางจากบ้านนอกมาเรียนที่กรุงเทพฯ

แม่มายืนส่งที่ชานชลาด้วยสายตาเป็นห่วงไม่แพ้กัน

 

แล้วหลายๆเรื่องราว หลายๆเหตุการณ์ในภาพยนต์ก็คอยตอกย้ำให้ผมคิดถึงเรื่องเดิมๆที่ผ่านมา

ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องในปัจจุบันที่ประสบอยู่

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใช้เงินที่แม่หามาอย่างลำบากยากเย็นกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

การมาอยู่เมืองกรุงที่อ้างว่าเพื่อมาหาอนาคต มาหาเป้าหมาย แต่เอาเข้าจริงกลับมองไม่เห็นแนวทาง

ใช้ชีวิตด้วยความสนุก สะดวกสบาย แต่ไม่ได้ก้าวหน้า

ภาพยนต์ถ่ายทอดให้เรารู้ว่า แม่ไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า ความสำเร็จและชีวิตที่ดีของลูก

แม่เป็นเหมือนทัพหลังที่คอยอุ้มชู ให้กำลังใจและเชื่อมั่นในตัวเราในทุกๆเรื่องที่เราตัดสินใจ

 

ภาพเคลื่อนไป น้ำตามันค่อยๆไหลอย่างช้าๆ ผมร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้

ภาพชายหนุ่มที่กลับใจ กลับมามุ่งมั่นทำงาน และดูแลแม่ที่ป่วยหนัก

ภาพชายหนุ่มแสนเซอร์สุดเท่เดินจูงหญิงชราข้ามถนน

ตัดสลับกับภาพหญิงสาวจูงมือเด็กชายเดินตามทางรถไฟ  

จะมีใครสักกี่คนที่ดูแลแม่ได้สมบูรณ์เทียบเท่ากับที่แม่ดูแลเรา

ผมเดินออกมาจากโรงภาพยนต์ด้วยความรู้สึกว่า ฉันยังทำได้ไม่ดีพอ ฉันยังดูแลแม่ได้ไม่ดีพอ

ผมรู้ว่าความสุขของแม่ที่ผมทำได้ง่ายๆคือการที่เราได้คุยกัน แต่ผมก็ไม่ค่อยได้โทรกลับบ้านเลย

ผมสัญญานะ สัญญาว่านับแต่วันนี้ไป ผมจะดูแลแม่ให้มากขึ้น ดูแลพ่อให้มากขึ้น

แม้ว่าลูกคนนี้จะอยู่ไกล แต่จะพยายามให้ดีที่สุด เพราะเวลาจะทำให้เราจากกันเมื่อไรไม่รู้

วันนี้คือวันที่เราต้องดูแลกันให้ดีที่สุด

 

ขอบคุณ Tokyo Tower ที่ทำให้ผมได้รู้สึกซะทีว่า ความสำคัญที่สุดของชีวิตผมคืออะไร

น้ำตาที่เสียไปในวันนี้ มันคุ้มค่ามาก ทีแรกผมคิดว่าจะเข้ามานั่งคิดเรื่องของตัวเอง ปัญหาบ้าบอของตัวเอง

แต่ตอนนี้ ผมคิดว่าเรื่องของแม่สำคัญกว่า และผมเข้าใจแล้วว่าทำไมสาวชาวญี่ปุ่นเธอจึงลุกออกจากที่นั่งช้า

ก็คงเหมือนผมแหละนะ ที่กว่าจะปาดน้ำตา ปาดน้ำมูกออกจากใบหน้าได้หมด เพลงปิดเรื่องก็จบพอดี

 

edit @ 6 May 2008 23:01:45 by นายป้อ